หมดเวลาทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ทำไมอุบัติเหตุในไทยไม่ลดลง

ประเทศไทยกำหนดให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน โดยมีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่ำกว่า 10 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี พ.ศ. 2563 ด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงาน ให้ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ปกทศวรรษ

     มีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น ให้รถยนต์สาธารณะทุกคันติดตั้งระบบ จีพีเอส เพื่อควบคุมความเร็วในการขับ ไม่ให้เกินที่กฎหมายกำหนด การขับรถยนต์ระยะทางไกลให้คนขับรายงานตัวระหว่างทางโดยใช้ลายนิ้วมือในการแสดงตนเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้คนขับรถยนต์เพียงคนเดียว เป็นต้น

     ในชั้นแรกกฎระเบียบต่างๆที่กำหนดขึ้นมาใหม่ มีเสียงสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่พิสูจน์ตลอดเกือบทศวรรษพบว่า มาตรการต่างๆสามารถนำมาใช้ได้จริง หลายมาตรการเกิดเป็นรูปธรรมและเกิดเป็นความเคยชินในการปฏิบัติตามกฎหมาย คล้ายกับการบังคับให้ต้องสวมหมวกนิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัย แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่สังเกตได้อย่างเห็นได้ชัดคือ คนไทยส่วนใหญ่คาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ และอัตราการสวมหมวกนิรภัยมีเพิ่มขึ้น

     “ประเด็นคือ แม้มีการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน แต่เพราะเหตุใด จำนวนผู้เสียชีวิตจากความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยจึงยังไม่ลดลง”

     นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก ด้านวิกฤติบำบัดและอุบัติเหตุและประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร หรือ สอจร.ผู้ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางถนน วิเคราะห์ว่า จากสถิติตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ ข้อมูลในปี 58 เสียชีวิต หมื่นเก้าพันราย ปี 59 สองหมื่นหนึ่งพันราย เหมือนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขึ้นๆลงๆ ปี 2558 ลดลง ปี 2559 เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าการเสียชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นในปี 2560 (ยังไม่ได้ข้อสรุปข้อมูลปี 2560) แต่มีข้อมูลที่ไหลเข้ามาจากจังหวัดต่างๆมีแนวโน้มว่าปี 60 จะเพิ่มขึ้น และจนถึงตอนนี้การเกิดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าในปีนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนไม่น่าจะลดลง

     จากข้อมูลยังพบว่า ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ยังเป็นกลุ่มที่เกิดอุบัติเหตุและสูญเสียมากที่สุด ทำให้เห็นว่า มาตรการทั้งหลาย ยังลงไม่ถึงกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งมีมากที่สุดในประเทศ จึงทำให้จำนวนความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยไม่ลดลง 

     เมื่อค้นพบสาเหตุเช่นนี้ มาตรการต่อจากนี้ ควรดำเนินการอย่างไร นายแพทย์วิทยา ตอบว่า มาตรการทั้งหลายที่ผ่านมา ยังลงไม่ถึงจักรยานยนต์ ต่อจากนี้จึงต้องแก้ไขให้ถูกจุด จึงเสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลว่า การที่จะประสบความสำเร็จการงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง เพื่อจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบ เพราะขณะนี้ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะพยายามผลักดันให้มีหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางถนนโดยตรง เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สอจร. และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) ที่ผ่านมามีคณะกรรมการ ก็ทำงานแบบคณะกรรมการไม่ใช่องค์กรรับผิดชอบ ไม่มีความชัดเจนว่ารูปแบบองค์กรนั้นจะเป็นแบบไหน หรือ จะอยู่ภายใต้กระทรวงใด ที่ต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ มีแนวปฏิบัติการอย่างชัดเจน ตามรูปแบบขององค์กรที่ต้องมี ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้แท้จริง

     “ เรายังเน้นปีใหม่ สงกรานต์อยู่ วันอื่นๆก็แผ่วไป ทั้งที่อีก 300 กว่าวัน สำคัญทุกวัน เมื่อไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหรือรับผิดชอบโดยตรง ทำให้การประสานงานก็มีปัญหามาก การบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ไม่จ่ายค่าปรับตามใบสั่ง เครื่องมือที่ลงทุนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเราดันไม่ถึงที่สุดว่า คนทำความผิดต้องเสียค่าปรับจึงเสนอว่าต้องมีองค์กรรับผิดชอบทะลวงปัญหาเหล่านี้ไปให้สุดให้ได้ ต้องมีเจ้าภาพหลักในการจัดการเรื่องนี้จริงๆ ทำหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดการออกกฎระเบียบ ให้เรื่องถึงที่สุดให้ได้ การสร้างความปลอดภัยทางท้องถนนของประเทศไทยจึงจะบรรลุผลอย่างชัดเจน “ นายแพทย์วิทยากล่าว

ข่าวโดย-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

โฆษณา

ชีวิตยิ่งกว่าเสี่ยงบนรถฉุกเฉิน

อุบัติเหตุทางถนน ที่เกิดกับรถพยาบาล ความเสี่ยงภัยร้ายแรง ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย

ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันการบาดเจ็บ

รถพยาบาลD

ในปี 2560 รถกู้ชีพออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ ทั้งสิ้น มากกว่าหนึ่งล้าน ห้าแสนครั้ง ปฏิบัติการส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละคืน มีรถกู้ชีพออกช่วยเหลือผู้ป่วยบาดเจ็บและฉุกเฉิน มากกว่า 5000 ครั้ง ทั้งนี้ยังไม่ได้นับรวมการส่งต่อผู้ป่วยระหว่าง โรงพยาบาล

หมอวิทยา+ภาพรถพยาบาล

ความเสี่ยงภัยจากการเดินทางบนท้องถนนเมืองไทย มีมากเท่าไร ความเสี่ยงภัยที่จะเกิดกับรถพยาบาลยิ่งมีมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยด้านผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต  มากำหนดให้รถพยาบาล มักจะขับกันด้วยความเร็วที่สูงขึ้น

ได้มีความพยายามในการกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล มาตั้งแต่ปี 2558  จนทำให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดน้อยลงในปีต่อๆมา

แต่ในปีนี้มีเหตุที่เกิดขึ้นจนทำให้มีผู้ปฏิบัติงานเสียชีวิตอย่างน้อย 2 กรณี ไม่นับเหตุที่ไม่มีการบาดเจ็บ หรือเจ็บเล็กน้อย ซึ่งยังมีอีกมาก

จึงเป็นคำถามหลายคำถามที่ค้างคาใจว่ามาตรการสำคัญที่เคยกำหนดกันไว้ได้มีการดำเนินการไปมากน้อยเพียงใด

รถพยาบาล3

  1. ได้มีการศึกษาวิจัยคุณลักษณะด้านความปลอดภัยของรถพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรงของตัวถังรถ ประตู หน้าต่าง เหลี่ยมมุมของตู้เก็บอุปกรณ์ การติดตั้งอุปกรณ์ในรถ ไฟรอบตัวรถ เสียงไซเรน เข็มขัดนิรภัย และ ที่นั่งของเจ้าหน้าที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ป่วย การยึดตรึงผู้ป่วยและรถเข็นผู้ป่วย ตลอดจนได้ผลิตรถกู้ชีพต้นแบบด้านความปลอดภัย ราคา 3ล้านบาทต่อคัน แต่ดูเหมือนว่า การดำเนินการเพื่อปรับเปลี่ยนระเบียบด้านคุณสมบัติมาตรฐานรถพยาบาล ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ยังไม่ได้ขยับไปถึงไหน

  2. แม้จะมีนโยบายว่ารถพยาบาลทุกคันจะต้องมีการติดตั้ง GPS เพื่อตรวจสอบ การปฏิบัติงานของรถพยาบาลแต่ละคัน แต่ยังไม่ได้มีการกำกับติดตามทุกพื้นที่ว่าได้มีการดำเนินการเข้มข้นสักเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับรถพยาบาลที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แทบจะไม่ได้มีการติดตั้งเลย

  3. แม้มี ข้อกำหนดสำหรับแนวทางการปฏิบัติงานของ พนักงานขับรถ และ บุคลากรในขณะออกเหตุ  เช่นการขับรถด้วยความเร็วที่กำหนด การไม่ฝ่าไฟแดง การใส่ชุดสะท้อนแสง การใช้กระบองไฟ การตั้งกรวยยางสะท้อนแสง  การใช้เข็มขัดนิรภัย การใช้สัญญาณตามรหัส ฯลฯ แต่ในสถานการณ์จริงไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างครบถ้วน หรือไม่ได้ปฏิบัติ  มีการกำกับติดตามพื้นที่แต่ละพื้นที่มากน้อยเพียงใด

  4. ระเบียบด้านการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานที่กำหนดจากส่วนกลาง ที่ทุกพื้นที่ควรจะยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การประกันภัยชั้นหนึ่งสำหรับรถพยาบาล การทำประกันชีวิตหมู่สำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์สูงสุดที่พึงได้เมื่อบุคลากรได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตและรวมถึงการร่วมเป็นโจทย์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิด

ใครเป็นหน่วยงานในส่วนกลางที่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินงาน การติดตาม การสอบสวน การกำกับ ให้เกิดการดำเนินงานจริงตามมาตรการที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัย และขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเป็นบุคลากรตัวเล็กตัวน้อยนับแสนคน ที่กำลังทำงานด้วยความเสี่ยงภัยจนอาจถึงแก่ชีวิต  อยู่ทุกวันทุกคืนทั่วประเทศ

 

This slideshow requires JavaScript.

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานประชารัฐเพื่อสังคม ด้านความปลอดภัยทางถนน

ปกเวทีประชารัฐ

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานประชารัฐเพื่อสังคม ด้านความปลอดภัยทางถนน
     เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมเมอเคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ภาคีเครือข่ายฯ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานประชารัฐเพื่อสังคมด้านความปลอดภัยทางถนน ซึ่งได้กำหนดมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน เป็นแผนงานหนึ่งในยุทธศาสตร์ของประชารัฐเพื่อสังคมเพื่อความปลอดภัยทางถนน ตามนโยบาย สานพลังประชารัฐของรัฐบาล โดย ปตท. ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในแผนงานนี้
และได้มีการลงนามแสดงเจตจำนงร่วมกัน ในการผลักดันให้มีมาตรการองค์กร ใน 55 หน่วยงานของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ไปเมื่อ 5 เมษายน2560 โดยมี ปรัชญาและแนวคิดสำคัญคือในห้วงเวลาที่ระบบด้านความปลอดภัยทางถนนของสังคมไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกสังคม จะเป็นต้องดูแลคนของตนเองให้ดี
     ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญ 5 ประการ คือ
1. พัฒนาระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในการเดินทางของบุคลากรและการขนส่งผลิตภัณฑ์ทั้งของตนเองและผู้รับจ้างขนส่ง
2. สร้างความตระหนักและพัฒนาบุคลากรให้เกิด ทักษะ แนวปฏิบัติด้านการขับขี่ปลอดภัยรวมทั้งส่ง เสริมและถ่ายทอดให้กับสมาชิกครอบครัวเพื่อเป็น กำลังสำคัญในการผลักดันสู่สังคม
3. สนับสนุนการจัดกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงการสื่อความและการประชาสัมพันธ์เพื่อ รณรงค์และปลูกฝังจิตสำนึก เสริมสร้างพฤติกรรม ความปลอดภัยทางถนนให้กับบุคลากรภายในและ ต่อสังคม
4. กำหนดมาตรการให้ปฏิบัติตามกฎหมายและแนว ปฏิบัติด้านความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสีย ทั้ง ชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องตลอดจนร่วมผลัก ดันให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเสนอแนะให้รัฐกำหนดบทลงโทษที่เหมาะ สมต่อสภาพปัญหาในปัจจุบัน
5. สนับสนุนส่งเสริมให้มียานพาหนะที่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ต่อพ่วง และการบำรุงรักษาที่ดีเพื่อความปลอดภัย
     นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร ระดับจังหวัด กล่าวว่า กว่า 1 ปี ที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ได้มีการดำเนินงานจนเกิดความก้าวหน้าอย่างมากทั้งในด้านระบบ และผลกระทบด้านปลอดภัยของบุคลากร
     ในวันนี้จึงเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้รับผิดชอบหลักจาก 40 องค์กร ซึ่งได้สรุปปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ ว่าจะต้องประกอบด้วย ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรต้องให้ ความสำคัญ สั่งการให้ดำเนินการและกำกับติดตามอย่าง ใกล้ชิด อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ จะต้องมีการแต่งตั้งมอบหมาย ให้มี เจ้าพนักงานความปลอดภัยทางถนนทำหน้าที่ขับ เคลื่อนงานตามกระบวนการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
     สำหรับที่ประชุม ได้เสนอแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต ดังนี้
1. ควรมีการจัดทำบัญชี หน่วยงาน องค์กร ที่ดำเนินงานมาตรการองค์กร
2. ควรมี good practice model ทีแสดงถึงแนวทาง กิจกรรม ที่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ทั้ง 5 ข้อ เพื่อเป็นแบบอย่างให้หน่วยงานอื่นๆได้ศึกษา
3. ควรศึกษาถึง Root cause ของปัญหาอุบัติเหตุทางถนน และช่วยกันแก้ไขปัญหาถึงฐานรากของปัญหา
4. นอกเหนือจากการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงที่กำหนด ไว้ในเบื้องต้น เช่น ไม่ใส่หมวกกันน็อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ง่วงแล้วยังขับ ใช้มือถือ ฝ่าฝืนกฎจราจร อีก 2 พฤติกรรม ที่ เสนอให้เพิ่มในมาตรการคือ บุคลากรทุกคนที่ขับขี่ ยานพาหนะต้องมีใบขับขี่ และรถทุกคนต้องทำ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
5. พฤติกรรมความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน ของบุคลากร ไม่ควรจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนเดินทาง ไป กลับ ที่ทำงาน แต่ควรเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็ตาม ไม่เลือกว่าจะเป็นรถของ หน่วยงานหรือรถส่วนตัว และครอบคลุมไปถึง สมาชิกในครอบครัวด้วย
6. หน่วยงานองค์กร ที่มี หลายสาขา น่าจะดำเนินขยาย แผนงานมาตรการองค์กร ให้กระจายไปครอบคลุมทุกสาขา
7. หากเป็นไปได้ ขอให้ขยายงานออกนอกหน่วยงานองค์กร มายังชุมชน สังคม โดยรอบ
     ซึ่งที่ประชุมได้ทิ้งท้ายด้วยข้อสรุปว่า ความปลอดภัยทางถนน เป็นปัญหาสำคัญในระดับสากล เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคน นายแพทย์วิทยากล่าว

    

   

   

 

เหตุการณ์จริง ที่ทำให้ต้อง “เชื่อ” ทฤษฎีเว้นระยะห่างคันหน้า (ดูคลิป)

 

เหตุการณ์จริง ที่ทำให้ต้อง “เชื่อ” ทฤษฎีเว้นระยะห่างคันหน้า

เหตุจากกล้องหน้ารถที่ขับมาตามถนนสายหนองบัวลำภู –อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ตลอดทางจะเห็นการเว้นระยะห่าง จนกระทั่งเกิดเหตุรถชนด้วยความประมาทของรถเลนตรงข้าม มาชนรถคันที่วิ่งนำหน้ารถคันที่มีกล้องบันทึกเหตุการณ์

     เหตุนี้ รถที่บรรทุกมอเตอร์ไซค์ จำนวน 4 คัน แซงแล้วประสานงากับรถกระบะที่วิ่งนำหน้ารถติดกล้องอย่างจัง จากภาพจะเห็นคนที่นั่งท้ายรถกระเด็นออกมา ส่วนรถที่บันทึกภาพไว้ได้ ก็เบรกได้ในระยะที่ไม่ทำให้เกิดเหตุซ้ำเข้าไปด้วย อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 11 ราย อาการสาหัส 4 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 7 ราย

     จากมุมมองของนักวิชาการ นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) วิเคราะห์ว่า
ในกรณีนี้ มีประเด็นสำคัญ ที่ควรนำมาเป็นบทเรียนสำคัญ

     1. คันที่เป็นเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถ (ขับตามหลัง) ถือได้ว่ามีการขับเว้นระยะได้เหมาะสม ทำให้เมื่อคันหน้าเกิดเหตุ สามารถหยุดและหักหลบได้ทัน ซึ่งหลักความปลอดภัยของการขับรถตามคันหน้า จำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้าประมาณ 3 วินาที เพื่อให้ตัดสินใจหยุดหรือหักหลบได้ทัน

     สำหรับระยะทาง 3 วินาที สามารถคำนวณได้จากความเร็วที่ใช้ เช่น ขับเร็ว 80 กม/ชม ระยะห่าง 3 วินาทีคือ 66.6 เมตร (ความเร็ว 80 กม./ชม. 1 วินาทีรถเคลื่อนตัว 22.2 เมตร)  โดยวิธีกะระยะบนถนนให้ได้ 3 วินาที อาจจะใช้วิธีประมาณจากตำแหน่งที่รถคันหน้าวิ่งผ่านแล้วนับในใจ 3 วินาที ให้รถที่เราขับมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน (เช่น ขับผ่านเสา/หรือป้าย แล้วนับ หนึ่งพันหนึ่ง,หนึ่งพันสอง,หนึ่งพันสาม)
ในถนนบางเส้นทางจะมี “จุดสีขาว” บนพื้นถนน ให้เว้นระยะห่างจากคันหน้า 2 จุด (2 dot) ก็ได้เช่นเดียวกัน

     2. รถปิกอัพที่ขับแซงอย่างกระชั้นชิด แม้จะมีรถวิ่งสวนมาและถนนแคบไม่มีไหล่ทางให้หลบได้ (ทั้งนี้คนขับอาจจะคิดว่าแซงได้พ้น) ซึ่งถนนสองเลนที่ขับสวนกันและแคบอย่างกรณีนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่การแซงจะต้องใช้ความระมัดระวัง ถ้ายังมีรถวิ่งสวนก็ไม่ควรตัดสินใจแซง
นอกจากนี้ การเปิดไฟหน้ารถ จะช่วยเตือนคนที่กำลังจะแซง เลี้ยวรถหรืออื่น ๆ ให้ระมัดระวัง เพราะรถที่เปิดไฟหน้า จะทำให้รถคันอื่นเห็นได้ไกลขึ้น (จากระยะปกติ 7-800 เมตร จะไกลถึง 1,400 เมตร) นอกจากนี้ ยังให้ความรู้สึกว่ารถที่เปิดไฟกำลังเคลื่อนเข้าหาเร็วขึ้น

     3. ผู้โดยสาร ควรหลีกเลี่ยงนั่งหลังกระบะ เพราะเมื่อเกิดการชนจะไม่มีที่ยึดเกาะและถูกเหวี่ยงหลุดออกไปนอกรถได้ทันที
แต่ถ้าจำเป็นก็ควรนั่งในตำแหน่งที่มียึดเกาะและไม่ควรนั่งบนฝาปิดท้ายกระบะ ซึ่งอันตรายแม้ไม่เกิดการชน แต่ถ้ารถเกิดตกหลุมหรือสะบัดก็มีโอกาสตกได้เช่นเดียวกัน

รวมทั้งคนขับรถ กรณีบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะ ก็ไม่ควรใช้ความเร็วสูง

การขับรถเดินทางครั้งหน้า อย่าขับจี้ท้าย เว้นระยะห่างอย่างน้อย 60 เมตรขึ้นไป เพื่อความปลอดภัย หากเกิดเหตุกับรถคันหน้า (นี่คือคัมภีร์การขับรถปลอดภัยอีกหนึ่งเรื่อง ที่อยากให้คำนึงถึง)

 

เหตุการณ์จริง ที่ทำให้ต้อง “เชื่อ” ทฤษฎีเว้นระยะห่างคันหน้า (ดูคลิป) – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/09/driving/

เมื่อ “จำเป็น”ต้องโดยสารรถทัวร์สองชั้น “เสี่ยง”มาก แต่เลี่ยงไม่ได้ ทำอย่างไร?

 

เมื่อ “จำเป็น”ต้องโดยสารรถทัวร์สองชั้น “เสี่ยง”มาก แต่เลี่ยงไม่ได้ ทำอย่างไร?

     เหตุทางถนนที่เกิดขึ้น สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ประเทศไทยได้รับแชมป์โลกที่มีสถิติการเกิดเหตุทางถนนและสร้างความสูญเสียมากที่สุด แชมป์แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นเลย

     ปัจจัยหนึ่งที่เรียกสั้นๆว่า “อุบัติเหตุหมู่ “มักเกิดกับรถโดยสารสาธารณะ เพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้นในประเทศไทยเสมอ เหตุหนึ่งคือ รถทัวร์สองชั้น ที่หลายประเทศในโลกไม่ให้ใช้ และหลายหน่วยงานในไทยก็เรียกร้องให้ยกเลิก แต่ไม่ว่าจะเรียกร้องมานานเท่าใด ก็ยังปล่อยให้มีการใช้รถทัวร์สองชั้นอยู่อย่างนั้น ทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่ก็ยังปล่อยไปตามยถากรรม

     ดังเช่น เหตุการณ์ล่าสุด ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี รถทัวร์สองชั้นของบริษัทขนส่ง จำกัด ออกจาก กทม.เวลา 19.15 น. ปลายทางภูเก็ต คว่ำ บริเวณถนนสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ช่วงกิโลเมตรที่ 45 หมู่ที่ 7 ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เหตุเกิดตีสี่เศษๆ มีผู้บาดเจ็บ 14 ราย

     หากมองผิวเผินก็ว่านี่เป็นอุบัติเหตุธรรมดา หรืออาจจะเลยไปว่า โชคดีไม่มีคนตาย หรือฟาดเคราะห์ต่อไปจะมีโชคใหญ่ ก็ว่ากันไป

     แต่จากข้อมูลการ”สืบอุบัติเหตุ”พบว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตก ซึ่งแน่นอนว่า ถนนลื่น ซึ่งจีพีเอสของรถ ระบุความเร็วก่อนเกิดเหตุ คือ 87 กม./ชม. เมื่อรถสองชั้น เจอทางโค้ง ใช้ความเร็วสูง ประกอบกับถนนลื่น ค่าความเสียดทานต่ำ ก็จะมีโอกาสเสียหลักลงข้างทางพลิกคว่ำได้ง่ายมาก อันนี้เป็นหลักการง่ายๆแต่ชัดเจน มีผลพิสูจน์ผ่านงานวิจัยมาแล้ว (ดูภาพประกอบ)

 

 

 

     รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ซึ่งทำวิจัยเรื่องรถทัวร์ 2 ชั้นมานาน ให้ข้อมูลกับทีมข่าวhttp://www.roadsafetynewstizen.com/ ว่า …หากหลีกเลี่ยงได้ ไม่ควรโดยสารรถทัวร์สองชั้น เพราะอันตรายอย่างมาก แต่หากจำเป็น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทางค่ะ

     ส่วนโชเฟอร์ ถ้ารู้ตัวว่าต้องขับรถโดยสารสองชั้น ให้ตระหนักไว้เลยว่า ด้วยโครงสร้างตัวรถนั้น มีโอกาสพลิกคว่ำได้ง่าย กว่ารถชั้นเดียว จึงต้องใช้ความเร็วให้ต่ำเข้าไว้ขณะขับขี่ ยิ่งสภาพฝนตก

     “จริงๆ ไม่ควรขับเกิน 60 ด้วยซ้ำ ส่วนขณะเข้าโค้งให้สังเกตดูว่ามีป้ายเตือนให้ใช้ความเร็วเท่าไร ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เคสนี้ถือเป็นความประมาท ขับรถเข้าโค้ง ฝนตก ถนนลื่น รถทัวร์สองชั้น โคลงเคลง ยังใช้ความเร็วถึง 87 กิโลเมตรต่อชั่วโมง” รศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว

 

  

    

 

 

เมื่อ “จำเป็น”ต้องโดยสารรถทัวร์สองชั้น “เสี่ยง”มาก แต่เลี่ยงไม่ได้ ทำอย่างไร? – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/07/bus/

รถจอดเสียข้างทาง เสี่ยงรถชน และสูญเสียสูงมาก

รถจอดเสียข้างทาง เสี่ยงรถชน และสูญเสียสูงมาก
ดังตัวอย่างเช่นคลิปนี้ที่เกิดในต่างประเทศ แต่ก็ไม่ต่างกับไทย เพียงแค่เปลี่ยนการขับจากซ้ายเป็นขวา ..มาดูกัน

 

ตัวเล่นไฟล์วิดีโอ

00:00
00:29

 

คลิปนี้ เกิดที่ต่างประเทศ ซึ่งรถเร็วต้องแซงเลนซ้าย แต่มาใช้ไหล่ทางด้านขวาเพื่อแซง …

ทำให้มีความเสี่ยง ทั้งกับตัวเองและรถที่จอดอยู่ เพราะไหล่ทาง มีโอกาสที่จะมีรถจอดริมทางเหมือนเหตุการณ์นี้ มี 2 ประเด็นสำคัญ

1. ขับเร็วและการแซงด้วยไหล่ทาง

กรณีนี้ จะเห็นได้ว่ารถที่ขับมาพยายามจะแซงไหล่ทางด้านขวา ขาดความตระหนักและประสบการณ์ ในการรับรู้สภาวะเสี่ยง (Hazard perception) ว่ารถบรรทุกที่เปิดสัญญาณไฟและกำลังขยับเปลี่ยนช่องทาง อาจจะแปลว่า ข้างหน้ารถบรรทุกมีรถจอดเสียริมทาง หรือรถกำลังหยุดจอด ฯลฯ

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ รีบชะลอรถทันทีและไม่แซงบนไหล่ทาง

ความเสี่ยงที่สำคัญอีกประการคือ ขับเร็วมาก (160 กม./ชม.) ทำให้ช่วงเวลาตอบสนองสถานการณ์ (reaction time = 1-2 วินาที) ว่าจะหลักหลบหรือเหยียบเบรค ก็ใช้ระยะทางไปถึง 88.88 เมตร

(ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง , 1 sec.=44.44 เมตร) .. กว่าปฎิกริยาของร่างกายจะทันตอบสนอง (เบรค-หลักหลบ) รถก็ชนแล้ว

สรุปคือ กรณีนี้ คือขับเร็วมาก + ขาดการตระหนักและรับรู้สภาวะเสี่ยง

2. รถที่จอดเสียริมทาง ..

ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร พึงตระหนักเสมอว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

อย่างกรณี แม้ว่ารถที่ขับมาชนจะลดความเร็วจาก 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะลดลงมาเหลือ 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในจังหวะที่ชน แต่ที่ความเร็วขนาดนี้ เทียบเท่ากับผู้ถูกชน “ตกตึก 10 ชั้น” ซึ่งจะรุนแรงและเสียชีวิต

ดังนั้น เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ “รถเสียและจอดริมทาง” ควรปฎิบัติดังนี้

2.1 วางอุปกรณ์เตือน (ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง หรืออื่นๆ ที่เห็นได้ชัดเจน) เพื่อเตือนรถคันอื่น โดยวางเตือนก่อนไม่ต่ำกว่า 100-150 เมตร โดยเฉพาะการจอดเสีย บนทางด่วน หรือถนนที่ใช้ความเร็วสูง ให้ป้ายสามเหลี่ยมยื่นออกมาในระดับเดียวกับ ตำแหน่งรถ เพื่อให้รถที่วิ่งมาได้เห็นและขยับเปลี่ยนช่องทางแต่เนิ่นๆ

กรณีนี้ จะเห็นได้ว่ามีการวางอุปกรณ์เตือนในระยะเพียง 10-20 เมตร ทำให้รถบรรทุกไม่ได้ขยับเปลี่ยนช่องทางเนิ่นๆ เมื่อเปลี่ยนเลนกระชั้นรถหลังที่ตามมาก็หักหลบไม่ทัน

2.2 ไม่ควรนั่งรอ หรือ มายืนอยู่ท้ายรถ

ส่วนกรณีที่ 2 รถจอดเสียและถูกชนบนทางยกระดับ ถนนบรมราชชนนี ทำให้เจ้าของรถกระเด็นตกลงมาและถูกปิกอัพชนซ้ำ

ตัวเล่นไฟล์วิดีโอ

00:00
00:15

 

ในกรณีดังกล่าวข้างทางมีพื้นที่ ให้ออกไปยืนนอกเขตถนนในตำแหน่งปลอดภัย เช่นหลังตำแหน่ง guardrail แต่ถ้าเป็นทางด่วนหรือทางยกระดับ (ไม่มีพื้นที่ขอบทาง) ก็ควรขยับออกไปยืนห่างตัวรถออกไป ไม่น้อยกว่า 30-50 เมตร

รวมทั้งปรับให้รถอยู่ในเกียร์ P, และปรับวงเลี้ยวให้ล้อหันเข้าขอบทาง เผื่อว่ามีการชนจะชะลอหรือทำให้ทิศทางไม่ให้รถพุ่งมาชน คนที่อยู่ด้านหน้า

นี่เป็นอุทาหรณ์เพื่อเตือนให้ระมัดระวังเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์คับขันและ อันตรายแบบนี้

วิเคราะห์สาเหตุปัจจัยโดย นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์

       

ชมคลิปได้ที่ : รถจอดเสียข้างทาง เสี่ยงรถชน และสูญเสียสูงมาก – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/04/risk-3/

ซื้อใบขับขี่ปลอมมาใช้ อันตรายกว่าที่คิด

 

ซื้อใบขับขี่ปลอมมาใช้ อันตรายกว่าที่คิด
ในการขอใบอนุญาตขับรถ ผู้ขอจะต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ,อบรม, ทดสอบข้อเขียน และทดสอบขับรถ จึงจะได้รับใบอนุญาตขับรถ ปัจจุบันยังมีมิจฉาชีพที่ออกตระเวนหลอกลวงชาวบ้าน รับอาสาจัดทำใบขับขี่ให้ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ อันตรายที่จะเกิดกับผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป

ที่มา : เพจเสาทีวี

ซื้อใบขับขี่ปลอมมาใช้ อันตรายกว่าที่คิด – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/05/driver-license/

คนไม่ใส่หมวกกันน็อค ควรเปิดใจฟังคลิปนี้ “หัว”สำคัญมาก

 

หัวชนขื่อยังโน ขับรถล้มหัวฟาดพื้น ถ้าตายก็เผา แต่ถ้านอนเป็นผัก ลองคิดดูว่า ครอบครัวล่มทั้งระบบ ..ใส่เถอะนะหมวกกันน็อค เพื่อช่วยเซฟตี้

 

 

   

 

คนไม่ใส่หมวกกันน็อค ควรเปิดใจฟังคลิปนี้ “หัว”สำคัญมาก – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/09/helmet/

ประจวบคีรีขันธ์-รถไม่พร้อม คนไม่พร้อม = ความสูญเสีย อุทาหรณ์จากการเช่าเหมารถตู้

 

ประจวบคีรีขันธ์-รถไม่พร้อม คนไม่พร้อม = ความสูญเสีย อุทาหรณ์จากการเช่าเหมารถตู้

จากกรณีเมื่อช่วง 08.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เหตุรถตู้ ทะเบียน นข 2960 พิจิตร มีนายณรินทร์ พรหมแก้ว อายุ 25 ปี ชาว อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เป็นคนขับรถ นำพนักงาน บ.แอกเซสมีเดีย จก. จำนวน 9 คน กลับจากการทำงานที่ จ.ภูเก็ต มุ่งหน้ากลับกรุงเทพมหานคร โดยออกเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณร่องกลางถนน ถนนเพชรเกษมขาขึ้นกรุงเทพฯ หลัก กม.ที่ 378 ใกล้กับที่ทำการ อบต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางจากภูเก็ตมาถึงจุดเกิดเหตุ ประมาณ 480 กิโลเมตร
โดยหนึ่งในผู้โดยสารที่เดินทางมากับรถตู้คันดังกล่าวได้เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า ภายหลังจากทีมงานทำงานเสร็จที่ จ.ภูเก็ต ได้เดินทางออกจากภูเก็ตในช่วง 22.00 น. ซึ่งตลอดการเดินทางมาจนก่อนจะมาประสบเหตุ ได้พบเห็นว่าผู้ชับขี่มีอาการคล้ายจะหลับในอยู่ตลอดเวลา โดยได้มีการแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่จอดพักนอนในปั้มน้ำมันถึง 3 ครั้ง ก่อนจะมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ น.ส.สุกัญลักษณ์ เหมือนละม้าย อายุ 23 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ในลักษณะ กระเด็นมาจากทางเบาะหลังมาอยู่บริเวณประตูรถตู้ สภาพศีรษะกระแทกกับต้นไม้ที่ทะลุกระจกเข้ามาภายในตัวรถอัดทับกับเบาะรองคอ ศีรษะเละ ลำตัวหันกลับมาทางท้ายรถจากการถูกแรงเหวี่ยงอย่างแรงเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

นายอนัส กองเจ หน.สำนักงานขนส่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ สาขาอำเภอบางสะพาน กล่าวกับผู้สื่อข่าวกรณีรถตู้ป้ายฟ้าว่า “กรณีดังกล่าวเป็นรถตู้ป้ายฟ้า ซึ่งเป็นรถตู้ส่วนบุคคล ซึ่งตาม พรบ.รถยนต์ ใช้สำหรับกิจกรรมส่วนตัวหรือครอบครัว แต่เมื่อถ้านำมาวิ่งรับจ้างก็ต้องเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง ตามกฏหมายของการจดทะเบียนขนส่ง แต่กรณีดังกล่าวก็จะอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวนว่ากรณีดังกล่าว รถตู้ป้ายฟ้าใช้ไปวิ่งรับจ้างหรือไม่ เป็นการใช้รถผิดกฎหมายหรือผิดประเภทหรือไม่

     โดยข้อแตกต่างระหว่างรถส่วนบุคคลกับรถรับจ้างจะแตกต่างในเรื่องของการติดตั้งระบบ GPS ในตัวรถรับจ้างทุกคัน เพื่อควบคุมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และที่สำคัญคือการตรวจสภาพรถ ในรถรับจ้างจะบังคับให้มีการตรวจสภาพรถปีละ 2 ครั้ง เป็นประจำทุกปี แต่ในรถตู้ส่วนบุคคล จะตรวจสภาพรถครั้งแรกเท่านั้น และใน 7 ปีแรกจะไม่ต้องทำการตรวจสภาพอีกเลย นี่คือข้อแตกต่างที่สำคัญ ในเรื่องของความปลอดภัยของผู้โดยสาร”
ร.ต.อ.เดช ประเสริฐศักดิ์ รอง สว.สอบสวน สภ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร้อยเวรเจ้าชองคดีดังกล่าว กล่าวว่า “จากกรณีดังกล่าวค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการใช้รถผิดประเภทตามกฎหมายของส่ง ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บ ยืนยันว่าได้มีการว่าจ้างรถดังกล่าวมาเพื่อใช้เดินทางไปทำงาน จากกรุงเทพฯ เพื่อไป-กลับ จ.ภูเก็ต ในส่วนของผู้เสียชีวิตจากการสอบปากคำผู้ที่ร่วมเดินทางมาทำให้ทราบได้ว่าระหว่างเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตได้หลับอยู่ที่เบาะหลัง โดยไม่มีการคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อเกิดเหตุทำให้เกิดแรงเหวี่ยงกระเด็นจากเบาะหลังมายังประตูส่งผลให้ถูกแรงกระแทกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”
ลักษณะการเกิดเหตุ เกิดจากการหลับในเสียหลักลงร่องกลางถนน พลิกตะแคงซ้ายฟาดกับต้นอินทนิล บริเวณร่องกลางถนน ในที่เกิดเหตุเป็นทางตรงยาวกว่า 5 กิโลเมตร

***บทสรุป***

     โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยากจะฝากถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องว่าจ้างรถตู้เพื่อเดินทางควรตรวจสอบรถที่เป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางเนื่องจากรถตู้ที่จดทะเบียนเป็นรถรับจ้างหรือรถโดยสารสาธารณะจะต้องมีการตรวจสภาพเป็นประจำ 2 ครั้งต่อปี รวมถึงต้องมีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อการควบคุมความเร็วในการเดินทาง รวมถึงการเดินทางระยะทางไกลกว่า 400 กิโลเมตร ผู้รับจ้างควรที่จะต้องจัดให้มีพนักงานขับรถ 2 คน ที่ชำนาญเส้นทาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึงการคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการชน
จากข้อคิดของนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน ในกรณีนี้ คือ

(1) ทะเบียน นข.2960 เป็นรถส่วนบุคคล ของบริษัท นำมารับเหมา เป็นการนำรถมาใช้ผิดประเภท เจ้าของรถมีความผิด เพราะปกติการจ้างเหมา ต้องเป็นทะเบียน 30-…. , ตาม พรบ. ขนส่ง จะต้องติด GPS ซึ่งควบคุมทั้งความเร็วและชั่วโมงทำงานคนขับ
(2) ขับคนเดียว .. การพักผ่อน/หรือดื่มในคืนก่อนเดินทาง จะมีผลต่อหลับใน คณะที่เดินทางน่าจะมีการกำกับคนขับ
(3) การคาดเข็มขัดนิรภัย ผู้โดยสาร ไม่ได้มีการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
(4) ช่วงบางสะพาน .. มักจะพบ หลับใน เพราะทางตรงยาว
เรื่องจุดพักรถ การเตือนบนถนน , การจัดการอันตรายข้างทาง เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เกิดซ้ำๆ

ข่าวโดย-อรรถชัย นิธิสีลตานันท์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

    

 

ประจวบคีรีขันธ์-รถไม่พร้อม คนไม่พร้อม = ความสูญเสีย อุทาหรณ์จากการเช่าเหมารถตู้ – RoadSafety Newstizen | เว็บชาวข่าวเพื่อความปลอดภัยทางถนนhttp://www.roadsafetynewstizen.com/2018/08/06/news-analyst/

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

Create your website at WordPress.com
Get started